สาหร่าย
1.1 สาหร่าย
สาหร่าย หมายถึง สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำตรงกับภาษาอังกฤษว่า algae และภาษากรีกว่า phykosเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์จนถึงขนาดใหญ่ที่มองดูเหมือนมีรากลำต้นและใบซึ่งรวมเรียกว่า ทัลลัส (thallus) ส่วนใหญ่มีคลอโรฟิลล์ช่วยในการสังเคราะห์แสง
ความเป็นมาของวิชาสาหร่ายต่อไปนี้ได้เรียบเรียบมาจาก กาญจนภาชน์ (2527) อ้างโดยยุวดี (2538) ซึ่งอ้างถึง Prescott (1951) Dawson (1966) และ Papenfuss (1976) โดยกล่าวว่าชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักใช้ประโยชน์จากสาหร่าย โดยได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ MaterialMedica ซึ่งเป็นตำรายาโบราณกล่าวถึง การนำเอาสาหร่ายบางชนิดมาเป็นอาหาร เช่น Nostoc,Hydrodictyon และ Laminaria งานทางด้านวิชาการของสาหร่ายเริ่มจากประเทศในทวีปยุโรปก่อนปี ค.ศ. 1800 จุดเริ่มต้นที่สำคัญมากคือการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสาหร่ายกลุ่มหนึ่งโดย CarlLinnaeus ส่วน Samvel Gottlieb Gmelin ได้คิดวิธีเก็บตัวอย่างสาหร่ายโดยการอัดแห้งและได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพืชทะเล ซึ่งรวมทั้งสาหร่ายทะเลด้วยชื่อว่า Historia Forumสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการศึกษาสาหร่ายทะเลเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 และ
ต่อมาปลายศตวรรตที่ 19 William Gibbs Farlow แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นผู้บุกเบิกงานด้านสาหร่ายและจัดตั้ง Farlow Herbarium and library ขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสาหร่ายที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโลก ต่อมามีผู้ศึกษาสาหร่ายอีกเป็นจำนวนมากที่ศึกษาสาหร่ายตามแหล่งต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาและได้เขียนตำราทางสาหร่าย ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันหลายคน เช่น William Randolph Taylor, George Hollengerg, Gillbert MorganSmith, Felix E. Fritsch, Maxwell Doty, Gerald W. Prescott, Elmer Yale Dawson, GerogeF., Papenfuss เป็นต้น
ในต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการศึกษาสาหร่ายกันกว้างขวางมากขึ้นไม่เฉพาะในประเทศยุโรปเท่านั้น แต่ยังได้ไปศึกษายังแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น อเมริกาเหนือ หมู่เกาะอินเดียตะวันตกเปรู มหาสมุทรอินเดีย ญี่ปุ่นและทวีปแอนตาร์กติกช่วงกลางศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน มีนัวิทยาศาสตร์ศึกษาสาหร่ายกันมากขึ้นเกือบทั่วโลก ระยะหลังนี้มิได้มีการศึกษาแต่เพียงทางด้านอนุกรมวิธานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมทั้งโครงสร้างภายในเซลล์สาหร่าย ซึ่งต้องศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบอิเลคตรอน นิเวศวิทยาโภชนาการ สรีรวิทยา ชีววิทยา ชีวเคมี การเพาะเลี้ยงทั้งสาหร่ายน้ำจืดและสาหร่ายทะเล ซึ่งต้องศึกษาผลผลิตจากสาหร่ายที่จะนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์และอาหารของมนุษย์ ซึ่งเป็นที่คาดหมายได้ว่าพืชเล็ก ๆ ชนิดนี้จะมีคุณค่าต่อมนุษย์ชาติกว้างขวางขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
สาหร่าย (algae) เป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่พบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ สาหร่ายดำรงชีวิตอยู่ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแพลงก์ตอน (plankton) ล่องลอยอยู่ในมวลน้ำ เรียกว่า
เป็นแพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) และดำรงชีวิตแบบยึดติดกับพื้นทะเลหรือวัสดุอื่น ๆ เช่นกลุ่มของสาหร่ายหลายเซลล์ที่เรียกรวมว่า สาหร่ายทะเล (seaweeds) นอกจากนี้ยังสามารถพบสาหร่ายในสภาพแวดล้อมอื่น ๆ อีก เช่น ในดิน หิมะ น้ำพุร้อน และสาหร่ายที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในลักษณะความสัมพันธ์แบบพึ่งพา ตัวอย่างได้แก่ ไลเคน (Lichen) ซึ่งเป็นการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างสาหร่ายกับรา และสาหร่าย Zooxanthellae ที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการังและหอยมือเสือ เป็นต้น
กระบวนการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายจะมีลักษณะคล้ายกับพืชชั้นสูง คือ ใช้
คลอโรฟิลล์ - เอ เป็นตัวรับพลังงานจากแสง (antenna molecules) และมีการปลดปล่อยออกซิเจนซึ่งจะมีความแตกต่างจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มแบคทีเรียสังเคราะห์แสง
(phytosynthetic bacteria) อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นให้กับสาหร่ายบางชนิดที่สามารถดำรงชีวิตในรูปแบบอื่น ๆ นอกเหนือไปจากออโตโทรฟิค (autotrophic) เช่น สาหร่ายหลายชนิดสามารถเจริญได้ทั้งแบบออโตโทรฟิค (สร้างอาหารเองได้โดยการสังเคราะห์แสง) และแบบเฮเทอโรโทรฟิค (heterotrophic หมายความว่า สร้างอาหารเองจากสารอนินทรีย์ไม่ได้ จึงต้องมีการบริโภคสารอินทรีย์เข้าสู่เซลล์) หรือบางชนิดอาจดำรงชีวิตแบบเฮเทอโรโทรฟิคเพียงอย่างเดียวตัวอย่างเช่น Schizochytrium เป็นจุลชีพในกลุ่ม Thraustochytrids ที่ไม่สังเคราะห์แสง แต่บางครั้งก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสาหร่าย แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำที่ผลิตจาก Schizochytriumก็ถูกเรียกว่า สาหร่ายจุลชีพ กลุ่มนี้เคยถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มของราชั้นต่ำ (lower fungi) แต่ที่ได้รับการจำแนกว่าเป็นสาหร่ายเนื่องจากมีสายวิวัฒนาการร่วมกับสาหร่ายในกลุ่ม Chromophyta การที่สาหร่ายแต่ละชนิดมีขนาดและการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สาหร่าย Chlorella vulgarisขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3 μm จนถึงสาหร่าย Macrocystis pyrifera ที่มีความยาวมากกว่า50 เมตร ทำให้ผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายมักจะแยกความสนใจออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มของ
จุลสาหร่าย (microalgae) และมหสาหร่าย (macroalgae) โดยจุลสาหร่ายนั้น มีความหมายครอบคลุมสาหร่ายขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น (microscopic algae) ในขณะที่มหสาหร่ายจะหมายถึง สาหร่ายที่มีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มของสาหร่ายทะเล (seaweeds) และก็รวมถึงสาหร่ายน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ด้วย (สรวิศ, 2543)
1.2 หลักเกณฑ์ในการจัดสาหร่ายออกเป็นหมวดหมู่
1. รงควัตถุในสาหร่ายมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น คลอโรฟิลล์ มี 4 ชนิด Chlorophyll – a,b, c, d แคโรทีนอยด์ (Carotenoids) เป็นสารสีประกอบ (Accessory pigments) แบ่งออกเป็น 2ชนิด แคโรทีน(Carotenes) มีสีส้ม เป็นสารสีพวกไฮโดรคาร์บอนและแซนโธฟิลล์(Xanthophylls) หรือ ออกซีแคโรทีน (Oxycarotene) มีสีเหลือง ไฟโคบิโลโปรตีน(Phycobiloproteins) เป็นสารสีประกอบเช่นเดียวกันแคโรทีนอยด์ แต่ไฟโคบิโลโปรตีนเป็นสารประกอบเชิงซ้อน สาหร่ายแต่ละชนิดมี รงควัตถุแตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ
2. ประเภทของอาหารสะสม (Type of reserved product) อาหารสะสมเป็นผลจากการสังเคราะห์แสงซึ่งเป็นการใช้พลังงานรังสีเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนที่ได้มาจากน้ำหรือจากแหล่งไฮโดรเจนอื่น ๆ ผลจากการสังเคราะห์แสงได้น้ำตาลซึ่งนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการหายใจในขบวนการไกลโคโลซีส (Glycolysis)อาหารสะสมของสาหร่ายจะได้สารประกอบพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเก็บสะสมไว้ในรูปของแป้ง (Strach) เลียวโคซิน (Leucosin) ลามินาริน (Laminarin) แมนนิทอล (Manitol) ไขมัน
(Fat) น้ำมัน (Oil) คอเรสเทอรอล (Chloresterol) เออโกสเทอรอล (Ergosterol) ฟิวโดสเทอรอล
(Focosterol) พารามายรอน (Paramyron) เป็นต้น
3. ประเภทขององค์ประกอบของผนังเซลล์ (Type of cell wall components) เซลล์ของสาหร่ายคล้ายกับเซลล์ของพืชทั่วไป คือประกอบด้วยโครงสร้างที่สำคัญ 3 ประการคือ ผนังเซลล์ไซโตพลาสซึมและนิวเคลียส ผนังเซลล์สาหร่ายหลายชนิดไม่มีผนังเซลล์บางชนิด ผนังเซลล์ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยมีสารอื่นมาห่อหุ้ม แต่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสารจำพวกคาร์โบไฮเดรตบางชนิดประกอบด้วยซิลิเกต (Silicate) เช่น ผนังเซลล์ของไดอะตอมบางชนิดประกอบด้วยโปรตีนลิปิต มิวโดเพบไทด์ (Mucopeptide) และเซลลูโลส ฯลฯ ผนังเซลล์ส่วนใหญ่มี 2 ชั้นชั้นนอกมีลักษณะอ่อนนิ่มหรือเป็นเมือกละลายได้ในน้ำเดือดเป็นพวกเพตติน ส่วนผนังชั้นในประกอบด้วยเซลลูโลส
4. จำนวนและตำแหน่งของแฟลกเจลลัม (Flagellum) สาหร่ายหลายชนิดมีโครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ซึ่งอาจพบทั้งในเซลล์ปกติ (Vegetative cell) หรือผนังเซลล์สืบพันธุ์(Reproduction cell) เซลล์ของสาหร่ายทุกดิวิชั่นยกเว้น Cyanophyta จะมีหนวด จำนวนหนวดในแต่ละเซลล์มี 1, 2, 4, 8 หรือเป็นวง แต่ส่วนใหญ่มักมีหนวด 2 เส้นในเซลล์ปกติ ส่วนเซลล์สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศหรือซูโอสเปอร์ (Zoospore) มักมีหนวด 2 หรือ 4 เส้น ส่วนเซลล์สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศหรือแกมีต (Gemete) มักมีหนวด 2 เส้น สาหร่ายแต่ละชนิดจะมีจำนวนลักษณะและตำแหน่งที่เฟลกเจลลัมฝังตัวอยู่นั้นแตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้ความแตกต่างดังกล่าวนี้แยกหมวดหมู่ของสาหร่ายได้
การจัดหมวดหมู่ของสาหร่าย
Smith (1950) ได้จำแนกหมวดหมู่สาหร่ายโดยใช้รูปร่างและลักษณะภายนอกที่เหมือนกัน
และคล้ายคลึงจัดรวมไว้ในกลุ่มเดียวกัน และดูจากสิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นจึงแยกออกเป็น 7
กลุ่มดังนี้
1. Division Cyanophyta (blue-green algae)
2. Division Chlorophyta (green algae)
3. Division Rhodophyta (red algae)
4. Division Phaeophyta (brown algae)
5. Division Chrysophyta (Golden, yellow green,Diatom)
6. Division Pyrrhophyta (dinoflagellate)
7. Division Euglenophyta (euglenoids)
สำหรับการจัดหมวดหมู่ในหนังสือเล่มนี้ยึดตาม Bold and Wyne (1978) มีทั้งหมด 9 Division
1. Division Cyanophyta ได้แก่ พวกสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue green algae)
2. Division Chlorophyta ได้แก่ พวกสาหร่ายสีเขียว (Green algae)
3. Division Charophyta ได้แก่ สาหร่ายไฟ (Stoneworts)
4. Division Euglenophyta ได้แก่ Euglenoids
5. Division Phaeophyta ได้แก่ สาหร่ายสีน้ำตาล (Brown algae)
6. Division Chrysophyta ได้แก่ สาหร่ายสีน้ำตาลแกมทอง (Golden algae) สาหร่าย
สีเขียวแกมเหลือง (Yellow green algae และ diatom)
7. Division Pyrrhophyta ได้แก่ Dinoflagellates
8. Division Cryptophyta ได้แก่ Cryptomonads
9. Division Rhodophyta ได้แก่ สาหร่ายสีแดง (Red algae)
1.3 ความสำคัญของสาหร่ายต่อระบบนิเวศ
สาหร่ายเป็นผู้ผลิต(producer) ของระบบนิเวศในน้ำ ความสามารถในการเจริญทวีจำนวน(growth) ของสาหร่ายแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันและเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางกายภาพหลายประการ ที่สำคัญคือ แสง รูปแบบและปริมาณสารประกอบของคาร์บอน และสารอาหารอื่นๆ ในน้ำ ในธรรมชาติซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะพบการเจริญแบบแข่งขันของสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เนื่องจากสาหร่ายแต่ละชนิดจะมีสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญแตกต่างกันและยังมีปัจจัยที่ควบคุมปริมาณของสาหร่าย คือ แพลงก์ตอนสัตว์ (zooplankton) ที่กินจุลสาหร่ายเป็นอาหาร จึงมักพบการลดจำนวนของจุลสาหร่าย (แพลงก์ตอนพืช) เมื่อแพลงก์ตอนสัตว์มีปริมาณมากขึ้น ซึ่งแพลงก์ตอนสัตว์เหล่านี้ก็จะเป็นอาหารของสัตว์น้ำอื่น ๆ อีกทอดหนึ่ง แต่ความสำคัญของสาหร่ายต่อระบบนิเวศไม่ได้มีแต่เพียงการเป็นผู้ผลิตที่จะถ่ายทอดพลังงานต่อไปในห่วงโซ่อาหาร แต่เมื่อสาหร่ายตายลงมวลชีวภาพของสาหร่ายก็จะเข้าสู่วัฏจักรการย่อยสลายโดยแบคทีเรียอย่างรวดเร็ว เมื่อสาหร่ายตายลงก็จะเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำนั้น ๆ ได้ นอกจากนี้มหสาหร่ายยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ คือ บริเวณที่มีสาหร่ายขนาดใหญ่อยู่รวมกันมาก ๆ ก็จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำอีกด้วย
ปัญหาพิษอัมพาตจากหอย (Paralytic Shellfish Poisoning, PSP) เกิดจากการที่หอยทะเลกรองกินแพลงก์ตอนที่เป็นพิษเข้าไป ทำให้เกิดการสะสมของพิษในเนื้อหอย เมื่อมีผู้นำหอยมาบริโภคก็จะได้รับพิษนั้น ถ้าหากมีความรุนแรงมากก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ ส่วนปัญหาการบลูมของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่เป็นพิษในแหล่งน้ำจืดก็จะมีผลกระทบต่อการประมง ปศุสัตว์และการใช้น้ำเพื่อการอุปโภบริโภค โดยทั่วไปแล้วได้มีผู้ศึกษาชนิดของแพลงก์ตอนและผลของพิษต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับปัจจัยที่จะใช้ในการคาดการณ์การบลูมของสาหร่ายพิษก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นนั้น ยังเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ ตลอดจนวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดการบลูมของสาหร่ายพิษในบริเวณกว้างนั้นยังไม่มีวิธีใดที่ใช้ได้ผลดี
1.4 ประโยชน์ของสาหร่าย
2. เป็นดัชนีชีวภาพ ( Bio-indicator ) บ่งบอกระดับความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยประเมินได้จากสิ่งต่อไปนี้
* ความหนาแน่น (หน่วย / ปริมาตรน้ำ)
* ปริมาณคลอโรฟิลล์เอ (Chlorophyll – a)
* ปริมาณผลผลิตแหล่งน้ำเบื้องต้น (Primary productivity)
การประเมินค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ
Species Diversity Index (SDI)
SDI = จำนวนชนิดทั้งหมด
จำนวนของสมาชิกทุกชนิดรวมกัน
3. เคยเป็นตัวบอกทิศทางการไหลของกระแสน้ำในมหาสมุทร
อดีต : เคยใช้แพลงก์ตอนบางชนิดเป็นตัวบ่งบอกได้ในระดับหนึ่ง เช่น Sagitta elegans :
Oceanic current + Coastal current.
-Sagitta arctica : กระแสน้ำเย็นจากมหาสมุทรแอตแลนติค
-Thalassiosira hyaline : กระแสน้ำเย็นจากขั้วโลก
ปัจจุบัน : ใช้กลุ่มประชาคมแพลงก์ตอน(Community)เป็นตัวบ่งบอกกระแสน้ำได้ใกล้เคียง
ความจริงมากกว่า
4. ชนิดของสาหร่ายบ่งบอกความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ เช่น
-แหล่งน้ำมีอาหารสมบูรณ์ ( Eutrophication ) จะพบชนิดต่อไปนี้ Thalassiosira sp.,
Chaetoceros sp., Blue Green algae, Green algae ฯลฯ..
-แหล่งน้ำมีอาหารไม่สมบูรณ์ ( Non-Eutrophication ) จะพบชนิด Rhizosolenia sp. และ
Planktoniella sp. ฯลฯ
5. ชนิดและปริมาณของ สาหร่ายใช้ตรวจสอบมลพิษของแหล่งน้ำ เช่น Organic pollution :
Euglena viridis, Nitzschia palea, Oscillatoria limosa, O. tenuis และ Scenedesmus quadricauda
ฯลฯ
6. เป็นอาหารของมนุษย์ ชาวจีนเป็นพวกแรกที่ใช้สาหร่ายเป็นอาหาร เช่น Laminaria(สาหร่ายสีน้ำตาล) Gracilaria (สาหร่ายสีแดง) แต่ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคสาหร่ายทะเลกันมากที่สุดในโลก ได้แก่ Porphyra (สาหร่ายสีแดง) ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โนริ นอกจากนี้ยังมีUndaria (สาหร่ายสีน้ำตาล) หรือ วากาเม ทั้ง 2 ชนิดเป็นสาหร่ายที่ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคกันมากที่สุด สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด หากพิจารณาคุณค่าทางอาหารของสาหร่ายแล้วพบว่าไม่สูงมากนัก ยกเว้นในสาหร่ายขนาดเล็กที่มีชื่อว่า Spirulina ซึ่งมีโปรตีนอยู่สูง ดังนั้นสิ่งที่ได้จากสาหร่ายทะเล คือ แร่ธาตุ วิตามิน เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 วิตามินซี และวิตามินดี นอกจากนี้ยังมี นิอาซิน (niacin) กรดแพนโทเทนิก (pantothenic acid) กรดโฟลิก(focic acid) และไอโอดีน
7. เป็นอาหารสัตว์ ประเทศทางยุโรปนิยมใช้สาหร่ายทะเลเป็นอาหารสัตว์ เช่น โคกระบือ แพะ แกะ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มีน้ำย่อยที่สามารถย่อยผนังเซลล์ของสาหร่ายซึ่งเป็นพวกเซลลูโลสได้ นอกจากนี้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา หอย นิยมใช้สาหร่ายขนาดเล็ก (แพลงก์ตอนพืช) เป็นอาหารแก่สัตว์น้ำวัยอ่อน ได้แก่ Spirulina, Chlorella, lsochrysis,Tetraselmis, Chaetoceros, Skeletonema และ Thalassiosira ซึ่งสาหร่ายขนาดเล็กเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารค่อนข้างสูง เช่น Chaetoceros มีส่วนประกอบของโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์คาร์โบไฮเดรต 6.6 เปอร์เซ็นต์ และไขมัน 6.9 เปอร์เซนต์ต่อน้ำหนักแห้ง ทำให้ลูกสัตว์น้ำเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
8. เป็นปุ๋ยเริ่มจากการทำการเกษตรบริเวณชายฝั่งทะเลทวีปเอเชีย โดยนำสาหร่ายทะเลมาตากแห้ง และใช้เป็นปุ๋ย เนื่องจากสาหร่ายทะเลสามารถอุ้มน้ำไว้ได้ ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ
9. ใช้เป็นยา ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ Sargassum (สาหร่ายสีน้ำตาล) รักษาคอพอกและในปัจจุบันยังใช้ Sargassum ต้มรับประทานแก้ร้อนในได้ ใช้ Irish moss (Chondruscrispus) รักษาโรคท้องร่วงและโรคทางเดินปัสสาวะ นอกจากจะใช้เป็นยาโดยตรงแล้วในปัจจุบันยังมีการใช้สาหร่าย Spirulina (สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) เป็นอาหารเสริมสุขภาพ เพราะSpirulina เป็นสาหร่ายที่มีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบด้วยโปรตีน 71 เปอร์เซ็นต์ และมีกรดอะมิโนทั้งชนิดที่จำเป็นและไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณที่สูง
10. ใช้ในอุตสาหกรรม สารสกัดจากสาหร่ายทะเลที่นำมาใช้ประโยชน์กันมากในอุตสาหกรรม ได้แก่ วุ้น (agar) แอลจิน (algin) คาร์ราจีแนน (carrageenan) นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการสกัดบีตาแคโรทีนจากสาหร่ายขนาดเล็ก
10.1 วุ้น เป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่พบในสาหร่าย มีสมบัติต่างจากคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากพืชทั่ว ๆ ไป และจัดเป็นสารประกอบไฟโคคอลลอยด์ (Phycocolloid)ชนิดหนึ่ง วุ้นประกอบด้วยพอลีแซคคาไรด์เชิงซ้อนสองชนิดคือ อะกาโรส และอะกาโรเพกตินคุณภาพของวุ้นขึ้นกับสมบัติต่าง ๆ คือ ความหนืด (viscosity) ความแข็งของวุ้น (gel strength)เมื่อละลายวุ้นในน้ำร้อนจะได้สารละลาย หากสารละลายเย็นตัวลงจะเกิดเป็นเจลที่คงรูป ด้วยคุณลักษณะนี้เองทำให้มีการนำวุ้นมาใช้ประโยชน์มาก เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร กระดาษยา เครื่องสำอาง ใช้ในงานวิเคราะห์ทางชีวเคมี ทางการแพทย์ ใช้เป็นสารตัวกลาง (midium)สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ เป็นต้น วุ้นสกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีแดงในสกุล Gelidium, Gracilaria และ Pterocladia ปริมาณและคุณภาพของวุ้นขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่าย สาหร่ายในสกุล Gelidium จะให้วุ้นที่มีคุณภาพดีที่สุด และกรรมวิธีการสกัดวุ้นก็ใช้เทคนิคที่ง่าย แต่ในปัจจุบันนี้ปริมาณของ Gelidium มีจำนวนน้อยลงมากจึงทำให้มีราคาสูงดังนั้นจึงมีการสกัดวุ้นจากสาหร่าย Gracilaria กันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสาหร่ายที่ให้วุ้นคุณภาพดี
10.2 แอลจินหรือแอลจิเนต (alginate) เป็นเกลือของกรดอัลจินิก เป็นสารไฟโคคอลลอยด์ ที่สกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล เช่น Macrocystis, Laminaria, Fucus, Assophyllum และCytoseira เป็นต้น สารชนิดนี้อยู่ที่ผนังเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ ในรูปของกรดแอลจินิก(ไม่ละลายน้ำ) และเกลือแอลจิเนต (ละลายน้ำได้) เป็นสารที่ใช้มากในอุตสาหกรรมอาหาร เส้นใย สี และยา อัลจิเนตในสหรัฐอเมริกาใช้เป็นสารคงรูป (stabilizer) ในไอศครีม นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ อาหารกระป๋อง และใช้เป็นสารที่ทำให้ส่วนผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน(binder) ในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางค์ ส่วนในอุตสาหกรรมสิ่งทอใช้มากในการผสมสีผสมสารที่ใช้เป็นฉนวน สารกันซึม ใช้ในการทำกระดาษชนิดต่าง ๆ และยังใช้เป็นสารหล่อลื่นในอุตสาหกรรมน้ำมันด้วย
10.3 คาร์ราจีแนน เป็นไฟโคคอลลอยด์ ที่คล้ายวุ้นแต่มีปริมาณเถ้าสูงกว่า ซึ่งเมื่อละลายน้ำจะไม่เกิดเจล คาร์ราจีแนนสกัดได้จากสาหร่ายสีแดงสกุล Chondrus, Gigartina และEucheuma ซึ่งชนิดที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการสกัดคาร์ราจีแนน คือ Eucheuma เพราะมีการเพาะเลี้ยงกันมาก ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการสกัดคาร์ราจีแนน มีการแข่งขันสูงในตลาดโลกทำให้มีราคาค่อนข้างคงตัว และมีการขยายตัวในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น อาทิ ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่เครื่องดื่ม อาหารลดน้ำหนัก อุตสาหกรรมอาหารประเภทน้ำสลัด น้ำซอส อาหารแช่แข็ง อาหารสัตว์ เป็นต้น
10.4 บีตาแคโรทีน เป็นสารสกัดได้จากสาหร่ายขนาดเล็กในสกุล Dunaliellaซึ่งเป็นสาหร่ายที่ขึ้นได้ในน้ำที่มีความเค็มสูง บีตาแคโรทีน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การเพิ่มสีของไข่แดง เพิ่มสีในเครื่องดื่มประเภทไม่มีแอลกอฮอล์ ผสมในน้ำผลไม้ ขนมปัง ใช้บำรุงสายตาและผิวพรรณ ใช้ป้องกันและรักษาสภาวะขาดวิตามินเอ นอกจากนี้ยังใช้ในวงการแพทย์ โดยใช้ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
11. ประโยชน์อื่น ๆได้แก่ ไดอะตอมเมเชียส เอิร์ท (diatomaceous earth) หรือไดอะตอมไมท์ (diatomite) เป็นดินที่เกิดจากเปลือกของไดอะตอมที่ตายแล้วทับถมกันมานานนับล้านปีอาจจะเป็นการทับถมของไดอะตอมน้ำจืดหรือน้ำเค็ม เมื่อผิวโลกมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนจะถูกดันสูงขึ้นมาเป็นผืนแผ่นดิน หรือเป็นภูเขา ซึ่งประกอบด้วยซิลิกอนไดออกไซด์ประมาณ 95เปอร์เซ็นต์ ประโยชน์ของไดอะตอมไม์ จะใช้ในการกรองน้ำยาต่าง ๆ เพราะไม่เกิดปฏิกิริยากับสารที่กรอง ใช้ในการกรองน้ำเพื่อนำมาใช้ในการเพาะฟัก และอนุบาลกุ้งกุลาดำ ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนในอุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อต้มน้ำ และเตาเผาที่ใช้ความร้อนสูง
12.ใช้ประโยชน์สาหร่าย ในงานวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้แพลงก์ตอนขนาดเล็ก(Microplankton = Diatom, Dinoflagellate, Foraminiferan และ Radiolarian) เป็นตัวบ่งบอกกระแสน้ำแทนแพลงก์ตอนขนาดใหญ่ในอดีต (Macroplankton = Jelly fish, หนอนธนู, หอย ฯลฯการใช้แพลงก์ตอนศึกษางานด้านนิเวศวิทยาเกี่ยวกับการทดแทนในระบบนิเวศน์ (Speciessuccession)และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประชากรในระบบนิเวศน์แหล่งน้ำ การใช้แพลงก์ตอนในงานวิจัยทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การใช้แพลงก์ตอนทางด้านอวกาศและวิทยาศาสตร์การแพทย์
1.5 โทษของสาหร่าย
สาหร่ายส่วนมากจะเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ ยกเว้นสาหร่ายขนาดเล็กบางชนิดที่สร้างสารพิษและปล่อยสู่แหล่งน้ำ เมื่อเกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (bloom) สาหร่ายเหล่านั้นได้แก่ สาหร่ายในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลท เช่น Protogonyaulax, Gymnodinium และPeridinium ซึ่งสามารถสร้างสารพิษ ที่เรียกว่าพาราไลติกเชลฟิชพอยซันนิง (paralytic shellfishpoisoning ; PSP) สารพิษเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการเจ็บ แสบหรือชาบริเวณปากหายใจลำบาก อ่อนเพลีย และอาเจียนหรือตายในที่สุด มนุษย์ได้รับสารพิษชนิดนี้เนื่องจากการบริโภคหอยสองฝา ในบริเวณแหล่งน้ำที่มีการเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี หรือขี้ปลาวาฬ (redtide) ซึ่งมีสาหร่ายที่สร้างสารพิษ เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ยังมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่มีชื่อว่า Microcystis aeruginosa ซึ่งสร้างสารพิษที่มีชื่อว่าไมโครซีสติน (microcystin) สารพิษชนิดนี้ทำให้เกิดมะเร็งในตับของหนูทดลองและพบสาหร่ายชนิดนี้ปริมาณมากบริเวณอ่างเก็บน้ำในจังหวัดใหญ่ ๆ ของประเทศไทย เช่นเชียงใหม่ ชลบุรี และเป็นอ่างเก็บน้ำที่นำน้ำมาใช้ในการผลิตน้ำประปา




